ฐานภาษีที่ใช้ถึงปีภาษี 55
มาดูตัวตัวอย่างการคำนวณแบบย่อแต่ตรงครับ
นส.A เงินเดือน 20,000 บาท โสด เฉยๆ ไม่มีประกันสังคม ไม่มีประกันชีวิต ไม่มีบิดามารดาอายุ>60 ไม่มีดอกเบี้ยบ้าน ไม่มีสามี ไม่มีบุตร ไม่มี กสช.ไม่โดนหักภาษี ณ ที่จ่าย ไม่ได้บริจาควัด
คำนวณ เงินได้พึงประเมิน 240,000 บาท
1. หักค่าใช้จ่าย 40%ไม่เกิน 60,000 บาท = 60,000 เหลือ 180,000 บาท
2.หักค่าลดหย่อน 2.1 ส่วนตัว 30,000 คู่สมรส 30,000 = 30,000 เหลือ 150,000 บาท
2.2 ค่าลดหย่อนบุตร ประกันสังคม กบข ประกันชีวิต ประกันบำนาญ ดอกเบี้ยเช่าซื้อ ประกันสุขภาพบิดามารดา rmf ltf กสช บริจาค
3. เข้าสูตร 0-500,000 เสีย 10% แต่ ครม.มีมติแยกคนที่รายได้ 0-150,000 ไม่ต้องเสียภาษีถ้าเสียไปแล้วหรือหัก ณ ที่จ่ายไว้แล้วก็ขอคืนได้ ถ้ามีเงินได้สุทธิเกินนั้นถึงจะเสีย = 150,000-150,000 = 0 บาท
สรุป ภาษี = 0 บาท คือไม่ได้เสียภาษี นั่นเอง ถ้ามีค่าลดหย่อนมาเพิ่มอีกยิ่งไม่ได้เสีย แต่กลับจะได้คืนกรณีหักไว้ระหว่างปีครับ
ฟันธง เงินเดือน 20,000 บาท ไม่ได้เสียภาษี
มาดูฐานภาษีใหม่กันครับ
ภาษีใหม่ ช่วยเอื้อประโยชน์มนุษย์เงินเดือน รับเต็มๆส่วนลดมากถึง 50% คำนวณฐานภาษีใหม่ แบ่งย่อยขั้นภาษีเพิ่มขึ้น
นับว่าเป็นโอกาสที่ดี ของประชาชนผู้เสียภาษี จากกรณีที่ นายแพทย์ทศพร เสรีรักษ์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมครม. เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.ว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้ปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยให้ลดอัตราการจัดเก็บภาษีจากเดิมที่กำหนดไว้สูงสุดที่ 37% เป็น 35% พร้อมทั้งปรับปรุงการจัดเก็บภาษีเงินได้จากสามีและภริยา ให้สามารถยื่นรายการและเสียภาษีรวมกันหรือแยกต่างหากจากคู่สมรสได้ ขณะเดียวกันได้เห็นชอบให้ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ โดยให้คิดตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และยังเห็นชอบขยายเวลาปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลต่อไปอีก 1 เดือนถึง 31 ม.ค.56 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน
ซึ่งการดำเนินการทั้งหมด โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และปรับการจัดเก็บภาษีเงินได้จากสามีและภริยา ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีในปี 56 ถึง 3.2 หมื่นล้านบาท ส่วนปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ทำให้ภายในปี 59 รัฐจะมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้น 25,639 ล้านบาท ขณะที่การปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากการจัด เก็บภาษีสรรพสามิต 9,000 ล้านบาทต่อเดือน
ทั้งนี้ ตามข้อมูลการคิดภาษีใหม่ กรมสรรพากร ก็ได้เสนอให้ปรับอัตราการเก็บภาษีบุคคลธรรมดาใหม่ หลังหักรายจ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว โดยให้มีช่วงความถี่มากขึ้น แยกเป็นขั้นๆ ดังนี้
ขั้นที่ 1 รายได้ 0-150,000 บาท ได้รับการยกเว้นภาษีตามเดิม
ขั้นที่ 2 รายได้ 150,001-300,000 บาท จากเดิมเสียภาษี 10% ปรับใหม่เป็นเสียภาษี 5%
ขั้นที่ 3 รายได้ 300,001-500,000 บาท เสียภาษี 10% ตามเดิม
ขั้นที่ 4 รายได้ 500,001-750,000 บาท จากเดิมเสียภาษี 20% ปรับใหม่เป็นเสียภาษี 15%
ขั้นที่ 5 รายได้ 750,001-1,000,000 บาท เสียภาษี 20% ตามเดิม
ขั้นที่ 6 รายได้ 1,000,001-2,000,000 บาท จากเดิมเสียภาษี 30% ปรับใหม่เป็น 25%
ขั้นที่ 7 รายได้ 2,000,001-4,000,000 บาท เสียภาษี 30% ตามเดิม
ส่วน รายได้ตั้งแต่ 4,000,000 บาท จากเดิมเสียภาษี 37% ปรับใหม่เป็นเสียภาษี 35%
ทั้งนี้ การคำนวณภาษี จะแบ่งคำนวณเป็นขั้นบันได้ แล้วบวกทบกันไป เช่น มีรายได้ 1 ล้านบาทต่อปี
เริ่มจาก 150,000 บาทแรก ไม่ต้องเสีย
มาเริ่มขั้นที่ 2 150,000 – 300,000 บาท จากเดิม 10% เป็นเงิน 15,000 บาท แบบใหม่ เสีย 5% เท่ากับ 7,500 บาท
บวกด้วยส่วนต่างในขั้น 300,000 – 500,000 บาท จำนวนเงิน 200,000 บาท ก็เสียในอัตรา 10% เท่ากับ 20,000 บาท
ตามด้วยขั้นที่ 4 รายได้ 500,001-750,000 บาท จากส่วนต่าง 250,000 บาท เดิมเสียภาษี 20% ปรับใหม่เป็นเสียภาษี 15% เป็นเงิน 37,500 บาท
สุดท้ายคิดขั้นที่ 5 รายได้ 750,001-1,000,000 บาท เสียภาษี 20% ตามเดิม เป็นเงินอีก 50,000 บาท
รวมการเสียรูปแบบใหม่ เป็นเงิน 115,000 บาท สำหรับผู้ที่มีรายได้ 1 ล้านบาทต่อปี หรือมีเงินเดือนประมาณ 83,000 บาท ขณะที่ หากคิดภาษีแบบเดิมที่รายได้ 1 ล้านบาทต่อปี จะต้องเสียภาษี อยู่ที่ 135,000 บาท เท่ากับว่าฐานภาษีลดลงไป 20,000 บาท
แต่หากมีรายได้ประมาณ 240,000 บาทต่อปี หรือ 20,000 บาทต่อเดือน จากเดิมฐานภาษีจะตกปีละ 9,000 บาท แต่ในฐานภาษีระบบใหม่ จะเหลือเพียง 4,500 บาท เท่ากับว่า ประหยัดไปได้ถึง 50% คิดเป็นเม็ดเงินก็ถึง 4,500 บาท
ทั้งนี้ การคำนวณภาษีดังกล่าว ยังไม่รวมการหักลดหย่อนต่าง ไม่ว่าจะเป็น ประกันชีวิต ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน LTF/RMF ลดหย่อนบุตร บุพการี ประกันสังคม และสิทธลดหย่อนอื่น เป็นต้น
การปรับโครงสร้างอัตราภาษีใหม่นี้ จะช่วยแบ่งเบาภาระให้ผู้เสียภาษี และสร้างความเป็นธรรมให้มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 1 ล้านบาท แม้ว่าจะทำให้กรมสรรพากรสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีถึงปีละ 2.7 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวต้องมีการเสนอแก้ไขกฎหมายประมวลรัษฎากรของกรมสรรพากรไปยังสภาผู้แทนราษฎรเสียก่อน จึงจะสามารถทำได้ ซึ่งต้องใช้เวลาดำเนินการนาน โดยคาดว่าในปีภาษี 2556 ที่จะยื่นเสียภาษีในปี 2557 ถึงจะได้ใช้ฐานภาษีรูปแบบใหม่































